July 5th, 2017

วิวัฒนาการของเราจะไปได้ไกลแค่ไหน รายงานตรงจากฮอกไกโดเกี่ยวกับการวิจัยหุ่นยนต์เพื่อการเกษตร

ด้วยประชากรที่ยังคงทำงานอยู่จำนวน 65% มีอายุมากกว่า 65 ปีและมีอายุโดยเฉลี่ย 66.8 ปี การเกษตรของประเทศญี่ปุ่นจึงมีความต้องการอย่างเร่งด่วน เนื่องด้วยอายุของเกษตรกรที่มากขึ้น และจำนวนทรัพยากรคนที่กำลังขาดแคลน ในการแก้ไขปัญหานี้ การวิจัย "หุ่นยนต์เพื่อการเกษตร" กำลังพัฒนาขึ้นทั่วทุกภูมิภาคประเทศ

กระทรวงเกษตร ป่าไม้ และประมง
ได้ตั้งเป้าหมายเพื่อการบรรลุระบบการเดินทางอัตโนมัติเชิงพาณิชย์ในทุ่งนาภายในปี 2018
และระบบส่งภาพทางไกลโดยไม่ใช้มนุษย์ในปี 2020 อนาคตกำลังก้าวเข้ามาอย่างรวดเร็ว ฉะนั้น การวิจัยด้านหุ่นยนต์ทางการเกษตรที่ล้ำหน้าที่สุดในปัจจุบันนี้อยู่ในระดับใด

ในโอกาสนี้ ศาสตราจารย์ชิน โนงุจิแห่งสถาบันวิจัยทางการเกษตรประจำบัณฑิตวิทยาลัยมหาวิทยาลัยฮอกไกโด
ได้พาเราเข้าเยี่ยมชมสถานที่จัดตั้งการสาธิต พร้อมด้วยวิดีโอข่าวที่ประกอบกันนี้
เราขอให้ศาสตราจารย์โนงุจิเล่ามุมมองของท่านให้เราฟัง
เกี่ยวกับความเป็นไปได้เรื่องการพัฒนาหุ่นยนต์เพื่อนำพาอนาคตการเกษตรให้ก้าวหน้า

ชิน โนงุจิ
เกิดปี 1961 ที่เมืองมิคะสะ เกาะฮอกไกโด ศาสตราจารย์ สถาบันวิจัยทางการเกษตร
บัณฑิตวิทยาลัยมหาวิทยาลัยฮอกไกโด ความเชี่ยวชาญ: เทคโนโลยีทางการเกษตร
วิศวกรรมหุ่นยนต์ทางการเกษตร ผู้อำนวยการโครงการวิจัยและพัฒนาเพื่อสร้างนวัตกรรม Strategic Innovation Promotion Program (SIP) "เทคโนโลยีการสร้างสรรค์ทางการเกษตร การป่าไม้ และการประมงในยุคต่อไป" สมาชิกผู้ให้ความร่วมมือแห่งคณะกรรมการทางวิทยาศาสตร์ของญี่ปุ่น ประธานคณะกรรมการของสมาคมวิศวกรและนักวิทยาศาสตร์แห่งการเกษตร ชีววิทยา
และสิ่งแวดล้อมของญี่ปุ่น

ชมอนาคตแห่งหุ่นยนต์ทางการเกษตรกันที่มหาวิทยาลัยฮอกไกโด

พื้นที่ประมาณ 1 ใน 3 ของมหาวิทยาลัยฮอกไกโดที่กว้างขวางจะมีไร่นา 2 แปลง ในโอกาสนี้
เราได้เยี่ยมชม "ฟาร์มเบอร์ 12 ซึ่งมีพื้นที่ประมาณ 35 เฮกเตอร์ ศาสตราจารย์โนงุจิพาเราชม
"เทคโนโลยีหุ่นยนต์เพื่อการเกษตรที่ไม่พึ่งพามนุษย์"
สามชนิดที่ห้องปฏิบัติการของโนงุจิกำลังสนับสนุนอยู่ เราจะเริ่มต้นด้วยการสาธิต "หุ่นยนต์หลายตัว (หุ่นยนต์ประสานพิกัด)"

การขยายในอัตราส่วนที่ใหญ่สามารถทำได้จากรุ่นเล็ก
"แทรกเตอร์หุ่นยนต์ประสานพิกัด" ตัวแรกของโลก

แทรกเตอร์หุ่นยนต์สี่ตัวยืนอยู่ในทุ่งนา
ผู้บังคับแทรกเตอร์คือนักศึกษาบัณฑิตวิทยาลัยที่กำลังถือแท็บเล็ตอยู่ โดยการกดปุ่ม เริ่มต้น
บนหน้าจอ แทรกเตอร์จะเริ่มขยับทีละตัว ในระยะเวลาไม่นาน แทรกเตอร์ทั้งสี่ตัวก็เริ่มต้นไถนา
แทรกเตอร์เคลื่อนที่พร้อมทั้งทำงานตามการตั้งค่า ที่ตั้งไว้ล่วงหน้าในโปรแกรมอย่างเที่ยงตรง ภายในระยะบวกลบไม่เกินระยะ 5 ซม.
แทรกเตอร์แต่ละตัวทำงานประสานกันได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยอาศัยความเข้าใจด้าน "พิกัด" ของขั้นตอนการดำเนินการและการรับรู้ถึงระยะใกล้ไกล

ในรูปแบบนี้
หุ่นยนต์เหล่านี้แสดงให้เห็นถึงเทคโนโลยีหุ่นยนต์ที่ไม่พึ่งพามนุษย์แบบแรกของโลกโดยสร้างรูปแบบจากการใช้พิกัด ยิ่งไปกว่านั้น
หุ่นยนต์แต่ละตัวได้รับการตั้งโปรแกรมให้ทำงานได้โดยไม่พึ่งพามนุษย์
ด้วยการติดตั้งระบบการสื่อสารแบบประสานพิกัด ตามทฤษฎีแล้ว
การประสานพิกัดสามารถทำงานได้แบบไม่จำกัดจำนวน

ถึงแม้ว่าวันนี้จะไม่มีใครต้องขับรถแทรกเตอร์ในการสาธิต
โดยปกติแล้วผู้บังคับเครื่องจะต้องขึ้นนั่งหนึ่งในจำนวนเครื่องทั้งหมด
เพื่อตรวจดูการทำงานของแทรกเตอร์แต่ละตัว และขึ้นควบคุมแทรกเตอร์เมื่อจำเป็น
เทคโนโลยีที่ทำได้ยากที่สุดคือการบังคับให้เลี้ยวโดยไม่ชนกัน ในขั้นปัจจุบัน
หากการเปลี่ยนทิศทางนั้นถือว่ายังทำได้ยาก แทรกเตอร์จะหยุดและเลี้ยวทีละตัว ตามลำดับ
เพราะฉะนั้น สิ่งนี้เป็นการลดประสิทธิภาพลง
งานที่เราได้รับมอบหมายในตอนนี้คือการลดช่วงเวลาที่ไม่เกิดผลงาน

การเดินหน้าและเปลี่ยนทิศโดยไม่พึ่งพามนุษย์
"การเดินทางอัตโนมัติ" อันล้ำสมัยนั้นมีความสำคัญกับการทำงานตอนกลางคืนเช่นเดียวกัน

หมายเหตุ: เล่นที่ความเร็วคูณสอง

ต่อไป
เราได้รับชมการสาธิตของแทรกเตอร์หุ่นยนต์ที่ได้รับการตั้งโปรแกรมเพื่อทำงานในไร่นาโดยไม่พึ่งพามนุษย์ และทำงานโดยอัตโนมัติตั้งแต่ในโรงนาจนถึงทุ่งนา
ถึงแม้ว่าหุ่นยนต์ทางการเกษตรที่เหมาะสำหรับการทำงานในไร่นานั้นอยู่ในระดับพาณิชย์
เนื่องจากการวิจัยนี้เริ่มต้นมาจากการลดแรงงาน
แต่แนวคิดเดียวกันนี้ยังก่อให้เกิดความเข้าใจการทำงานแบบอัตโนมัตินอกเหนือจากในไร่นา
การจะบรรลุเป้าหมายนั้น เรายังคงต้องแก้ไขปัญหาบางประการนอกเหนือจากเรื่องเทคนิค
แต่อย่างไรก็ตาม อย่างที่คุณเห็น ในส่วนเทคโนโลยีนั้นค่อนข้างแม่นยำแล้ว

เครื่องออกไปที่นา ทำงาน จากนั้นก็กลับมาอีกครั้ง ถึงจุดนี้
ยังไม่มีการจัดจำหน่ายแทรกเตอร์หุ่นยนต์ที่สามารถขับเคลื่อนเองได้แบบอัตโนมัติ
ไม่ว่าจะจากผู้ผลิตรายใดก็ตาม และเนื่องจากหุ่นยนต์เหล่านี้จะเป็นประโยชน์เมื่อถึงฤดูเพาะปลูก ซึ่งต้องทำนาแม้กระทั่งตอนกลางคืน ชาวนาหลายรายจึงให้ความสนใจเป็นอย่างมาก
นอกจากระบบอัตโนมัติในทุ่งนา ที่มีการพัฒนาการประสานพิกัดอยู่ในขณะนี้
เรามีจุดมุ่งหมายที่จะพัฒนาระบบการเคลื่อนไหวอัตโนมัติระหว่างทุ่งนาด้วย
เราสามารถบอกได้เลยว่านี่คืออีกรูปแบบหนึ่งของการทำเกษตรกรรม

มีการติดตั้งเซนเซอร์จับสิ่งกีดขวางที่ด้านหน้า/ด้านหลัง/ด้านซ้าย/ด้านขวา
การติดตั้งระบบความปลอดภัยได้พัฒนาขึ้นไปอีกระดับ เช่นเสียงเตือน การลดความเร็ว
และการหยุด เมื่อพบสิ่งกีดขวางในระยะที่กำหนด อย่างไรก็ดี
ยังมีปัญหาอีกมากมายก่อนจะสามารถนำไปปรับใช้ได้จริง
เช่น การเคลื่อนที่ข้ามคันนาที่มีลักษณะเป็นคลื่น ถนนที่ไปยังพื้นที่นาที่คดเคี้ยว และเรื่องการปฏิบัติตามกฎจราจร ฯลฯ

"โดรน" เพื่อการแปลงปัจจัยแวดล้อมการเติบโตเป็นข้อมูล
การพัฒนาผลผลิตทางการเกษตรจากบนฟ้า

โดรนเป็นที่รู้จักกันแล้วในตอนนี้
การนำโดรนเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของภาคการเกษตรนั้นหลีกเลี่ยงไม่ได้
นอกจากประโยชน์ของโดรนในการฉีดพ่นยาฆ่าแมลง
ซึ่งก่อนหน้านี้ได้ใช้เฮลิคอปเตอร์ทางการเกษตร
ผู้คนได้ให้ความสนใจในการใช้โดรนเพื่อการเก็บข้อมูลภาพทางอากาศ ณ ห้องวิจัยของ
ศาสตราจารย์โนงุจิมีการติดตั้งองค์ประกอบของกล้องและ “ผู้ขับขี่” ไปที่โดรน ที่นี่
นักวิจัยต่างช่วยกันทำงานเพื่อรวบรวมข้อมูลภาพและความสูง และแปลงข้อมูลนั้นเป็นแบบ 3
มิติเพื่อตรวจสอบปัจจัยแวดล้อมการปลูกพืชให้ชัดเจน โดรนบินสูงกว่า 100 หลา
ในระยะทางไปกลับที่มีการวางแผนไว้อย่างแม่นยำเหนือที่นา

โดรนบินได้ตามโปรแกรมที่ตั้งค่าไว้ล่วงหน้าโดยอัตโนมัติ ทั้งความเร็วในการบิน ความสูง
รวมไปถึงเส้นทางการบิน การควบคุมโดรนโดยมนุษย์ทำให้โดรนทำงานได้อย่างไม่ราบรื่น
โดยธรรมชาติแล้ว โดรนพึ่งพาปัจจัยแวดล้อมในการบินและได้รับผลกระทบจากลม ฉะนั้น
ข้อได้เปรียบอีกข้อหนึ่งคือ การที่โดรนสามารถบินตามโปรแกรมที่ตั้งไว้ได้อย่างแม่นยำ

ด้วยอายุที่เพิ่มขึ้น ตัวเลขจำนวนประชากรชาวนาที่ค่อยๆ ลดลง
ปัญหาในการขยายตัวของเกษตรกรรมและการดูแลพื้นที่ขนาดใหญ่ขึ้นสามารถนำเทคโนโลยีโดรนเข้ามาช่วยจัดการได้

"เรือกำจัดแมลงอัตโนมัติ" เพื่อการฉีดพ่นยากำจัดแมลงอย่างแม่นยำ
สามารถใช้งานกับนาข้าวขนาดใหญ่ได้

บนดิน ในอากาศ ต่อมาจึงเป็นในน้ำ ณ
ห้องวิจัยของศาสตราจารย์โนงุจิมีการดำเนินการวิจัยเพื่อจัดทำเรือบังคับวิทยุสำหรับฉีดพ่นยากำจัดแมลงและยากำจัดวัชพืช
เราจะติดตั้งโปรแกรมการนำทางลงในเรือบังคับวิทยุด้วยมือแบบปกติเหล่านี้ อีกครั้ง
การวิจัยนี้มีความตั้งใจที่จะลดแรงงาน โดยให้หุ่นยนต์ทำงานแทน
ถึงแม้ว่าการวิจัยนี้เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น แต่ดูเหมือนว่าจะเป็นที่ต้องการ

การใช้งานหลักของเรือบังคับวิทยุมีไว้สำหรับที่นาขนาดใหญ่ ซึ่งตอนนี้ใช้เพื่อฉีดพ่นยากำจัดแมลง เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาที่อาจเกิดขึ้น เช่นการแล่นชนคันนาคอนกรีต ฯลฯ
ผู้บังคับเรือจะต้องควบคุมเรือโดยเดินไปกับเรือด้วย

ดังนั้น แม้ว่าเรือจะเดินทางได้รวดเร็วกว่า แต่ก็ยังต้องทำงานตามความเร็วของมนุษย์
หากเรือสามารถเดินทางเองได้โดยอัตโนมัติ ความเร็วของเรือจึงจะนำมาใช้ประโยชน์ได้อย่างสูงสุด ซึ่งจะทำให้ชาวนาสามารถทำงานอื่นๆ ได้ เช่นการตัดหญ้า ฯลฯ
พร้อมกับการดูการทำงานของเรือจากคันนา
การใช้เครื่องจักรระบบอัตโนมัติทำงานแทนมนุษย์จะช่วยดึงศักยภาพสูงสุดที่เทคโนโลยีสามารถทำได้ ถึงแม้ว่าบางส่วนยังต้องอาศัยมนุษย์อยู่

เทคโนโลยีมาไกลเพียงใดแล้ว "ปัจจุบันนี้" คือหุ่นยนต์ทางการเกษตร

หุ่นยนต์ทางการเกษตรสำหรับ พื้นดิน/อากาศ/น้ำ ถึงแม้ว่าสิ่งเหล่านี้อยู่ในขั้นพัฒนา
ผลกระทบจากอนาคตของหุ่นยนต์ทางการเกษตรเหล่านี้ใกล้กับความเป็นจริงมาก ผ่านมา 25
ปีแล้วที่ศาสตราจารย์โนงุจิได้เริ่มทำการวิจัยเกี่ยวกับหุ่นยนต์ทางการเกษตร วันนี้
หุ่นยนต์ทางการเกษตรได้ก้าวไกลไปเพียงใดแล้ว เพื่อเป็นการชี้แจงสถานการณ์ปัจจุบันให้ชัดเจน เราขอให้ศาสตราจารย์โนงุจิช่วยคาดการณ์อนาคตให้เราล่วงหน้า

— ถึงแม้พวกเราได้ถามท่านแล้ว
แต่การวิจัยหุ่นยนต์ทางการเกษตรได้มาไกลเพียงใดแล้วในปัจจุบัน
เมื่อคำนึงถึงสถานการณ์ในอุดมคติ

ปัจจุบันนี้ หุ่นยนต์ทางการเกษตรของเราสามารถทำเพียงงานง่ายๆ ได้เท่านั้น
ดังนั้นลำดับต่อไปคือการใช้ AI เพื่อเปลี่ยนให้หุ่นยนต์ทางการเกษตรเป็นหุ่นยนต์อัจฉริยะ
ตัวอย่างเช่น ระบบที่ช่วยอำนวยความสะดวกการขยายพันธุ์อย่างเหมาะสม
และการฉีดพ่นยากำจัดแมลง ด้วยการใช้โดรนตัวนี้ในการตีความข้อมูลการเติบโตของผลผลิต
สิ่งเหล่านี้สามารถพัฒนาให้ฉลาดขึ้นได้โดยใช้ IoT (Internet of Things)
โดยการรวบรวมข้อมูลที่ได้จากหุ่นยนต์เหล่านี้
เข้ากับข้อมูลสภาพอากาศที่ได้รับจากจานดาวเทียมสำรวจโลก ฯลฯ ท้ายที่สุด
ข้อมูลความเชี่ยวชาญที่ชาวนาสั่งสมมานั้นจะได้รับการถ่ายทอดไปสู่หุ่นยนต์
ผมว่านี่คือหนึ่งในภาพแห่งอนาคต

— แน่นอนที่สุด หุ่นยนต์จะฉลาดขึ้น การวิจัยและพัฒนาหุ่นยนต์อัจฉริยะจะได้รับการส่งเสริมหรือไม่

แน่นอน เทคโนโลยีหุ่นยนต์ที่ใช้ระบบ IoT และข้อมูลขนาดใหญ่นั้นน่าสนใจเป็นอย่างมาก
ในการใช้หุ่นยนต์เพื่อเก็บข้อมูล
ตัวหุ่นยนต์สามารถพัฒนาในระหว่างกำลังทำงานได้โดยใช้ข้อมูลที่เก็บสะสมไว้
เมื่อกล่าวเช่นนั้นแล้ว เนื่องจากแต่ละปีเราทำนาได้เพียงหนึ่งถึงสองครั้งเท่านั้น
จึงต้องใช้เวลานานมากในการแปลงข้อมูลความรู้เหล่านั้นให้เป็นข้อมูลขนาดใหญ่ เพื่อการใช้งาน AI เป็นไปได้จริงในระยะสั้น สิ่งที่จำเป็นต้องทำคือ การควบคุมงานที่เหมาะสม
โดยการแปลงข้อมูลความรู้ที่สรุปย่อมาแล้วเป็นข้อมูลความรู้แบบรหัส

นอกเหนือจากนั้น
การใช้งานหุ่นยนต์ทางการเกษตรให้ได้หลากหลายรูปแบบก็เป็นความท้าทายอีกข้อหนึ่ง
อีกหนึ่งแนวคิดคือ
การเพิ่มระบบเก็บเกี่ยวและการเคลื่อนย้ายสิ่งของที่มีน้ำหนักมากเข้าไปคุณสมบัติการทำงานดั้งเดิมของแทรกเตอร์ที่ใช้สำหรับการพรวนดิน การปลูก และการเพาะพันธุ์เมล็ด
การใช้แทรกเตอร์หุ่นยนต์ปัจจุบันเป็นเท้า
เรายังสามารถใช้ข้อมูลการเชื่อมต่อกับหุ่นยนต์ที่จะทำหน้าที่เป็นมือ
เพื่อมอบความฉลาดด้านความคล่องแคล่วให้กับหุ่นยนต์ ยกตัวอย่างเช่น
การใช้เทคโนโลยีแบบโดรนนั้น AI ก็ต้องมีประสิทธิภาพมากเช่นกัน
เพื่อการทำงานในระหว่างการฉายภาพ เนื่องจากสถานะของผลผลิตสามารถระบุได้จากภาพ

— หุ่นยนต์ทางการเกษตรจะฉลาดขึ้น สามารถเก็บข้อมูลผลผลิตทางการเกษตรได้ด้วยตนเอง
และทำงานพร้อมทั้งตีความข้อมูลไปในเวลาเดียวกัน
เกษตรกรรมจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรเมื่อการทำเกษตรด้วยตัวช่วยอัจฉริยะกลายเป็นเรื่องธรรมดา

ในขณะที่เทคโนโลยีการวิเคราะห์ข้อมูลและการรับรู้ได้รับการพัฒนา
การกำหนดความแตกต่างอย่างแม่นยำเกี่ยวกับสถานะการเตรียมการเพาะปลูกภายในไร่นา
และการตรวจจับสัญญาณการบุกรุกของแมลงที่มนุษย์อาจมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า ในทำนองนี้
ผลผลิตต่อคนและการให้ผลผลิตต่อหน่วยในเนื้อที่จะเพิ่มขึ้น และในเวลาเดียวกัน
เราจะสามารถประหยัดต้นทุนการผลิต และเพิ่มประสิทธิภาพในการทำนาได้มากขึ้น
การบรรเทาภาวะขาดแคลนแรงงาน และถ่ายทอดความรู้ ความชำนาญของชาวนาผ่านข้อมูล
เทคโนโลยีหุ่นยนต์จะเข้ามาช่วยเหลือในด้านการสร้างความยั่งยืนให้กับการเกษตร
และลดอัตราการขาดความพอเพียงในแรงงาน

ในขณะนี้ เรากำลังพิจารณาการสร้างไร่นาเพื่อสาธิตการทำเกษตรกรรมแบบไม่พึ่งพามนุษย์
โดยการร่วมมือกับชุมชนในเขตปกครองตนเองภายในฮอกไกโด โนบริเวณที่เป็นพื้นที่ปิด
เราสามารถจัดการสาธิตทดสอบการเคลื่อนไหวข้ามไร่และการตรวจสอบได้อย่างเป็นอิสระ
ก้าวแห่งการพัฒนาจะรุดหน้าไปมากขึ้นด้วยการร่วมมือกันกับภาคอุตสาหกรรมต่างๆ
เช่นผู้ผลิตเครื่องจักรทางการเกษตร แน่นอน ยานพาหนะเช่นเดียวกัน ฯลฯ
และด้วยการจัดการสาธิตทดสอบภายใต้เงื่อนไขที่ไม่จำกัดให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

สำหรับพวกเราที่อยู่ในญี่ปุ่น และกำลังมีส่วนร่วมกับการวิจัยนี้
เราเล็งเห็นว่าส่วนนี้เป็นโอกาสที่สำคัญมากเช่นเดียวกัน
ชาวนาหลายรายมีแนวโน้มที่จะขยายขนาดการทำนาให้ใหญ่ขึ้น
ในขณะที่ตัวเลขแรงงานชาวนาจากทั้งประเทศกำลังลดลง อย่างไรก็ตาม
หากเรามีความประสงค์จะเพิ่มขนาดแทรกเตอร์ การทำนาจะมีต้นทุนที่สูงมาก
เนื่องจากชาวนาจะต้องเปลี่ยนเครื่องจักรที่ใช้ในการทำงานใหม่ทั้งหมด
เนื่องด้วยปัญหาด้านความปลอดภัย แทรกเตอร์ขนาดใหญ่จะแปลงเป็นแบบไม่พึ่งพามนุษย์ได้ยาก อีกหนึ่งปัญหาคือ ดินในที่นาไม่สามารถรองรับน้ำหนักของแทรกเตอร์ขนาดใหญ่ได้ ดังนั้น
ทางเลือกที่สมเหตุสมผลที่สุดคือ
การแปลงการใช้งานแทรกเตอร์ขนาดเล็กให้เป็นแบบไม่พึ่งพามนุษย์ที่มีเทคโนโลยีการการเคลื่อนไหวแบบประสานพิกัด ในอนาคต
เราอาจพบความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญไปยังรูปแบบธุรกิจการเกษตรขนาดใหญ่ในต่างประเทศ
ซึ่งจะทำให้เทคโนโลยีหุ่นยนต์ขนาดเล็กของญี่ปุ่นกวาดตลาดทั่วโลกได้

การทำงานแบบไม่พึ่งพามนุษย์ โดยการควบคุมระยะไกล
ทำงานประสานพิกัดโดยแทรกเตอร์หุ่นยนต์ และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานด้วยหุ่นยนต์อัจฉริยะ... หุ่นยนต์ทางการเกษตรที่เราเห็น ณ
มหาวิทยาลัยฮอกไกโดนั้นมากพอที่จะทำให้เรารู้สึกว่ายุคแห่งการทำนาโดยใช้หุ่นยนต์ใกล้เข้ามามากแล้ว และการได้ฟังภาพในอนาคตนั้นน่าตื่นเต้นมากเช่นกัน

หุ่นยนต์ทางการเกษตรนั้นจะคู่ควรกับคำว่า "ผู้ช่วยเหลือ"
โดยการชุบชีวิตใหม่ให้กับการทำเกษตรกรรมของญี่ปุ่น
ซึ่งได้รับผลกระทบจากการขาดแคลนแรงงานและผู้สานต่อ
รวมถึงการส่งเสริมการแข่งขันในระดับประเทศของอุตสาหกรรมที่กำลังประสบกับปัญหาที่ท้าทายได้หรือไม่